หลายคนอาจเคยสงสัยว่า “การฝังเข็มของแพทย์แผนจีน กับการฝังเข็มที่ใช้โดยแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู (Rehabilitation Medicine) เป็นการรักษาแบบเดียวกันหรือไม่?”
คำตอบคือ ทั้งใช่และไม่ใช่ครับ
แม้ว่าทั้งสองแนวทางจะใช้ “เข็ม” เป็นเครื่องมือในการรักษาเหมือนกัน แต่ แนวคิด วิธีการประเมินผู้ป่วย จุดที่เลือกฝัง และเป้าหมายของการรักษาอาจแตกต่างกัน ตามหลักการแพทย์ของแต่ละศาสตร์
การฝังเข็มในเวชศาสตร์ฟื้นฟูคืออะไร?
การฝังเข็มที่ใช้ในเวชศาสตร์ฟื้นฟูมักเกี่ยวข้องกับการรักษาอาการปวดของระบบกล้ามเนื้อและกระดูก โดยหนึ่งในวิธีที่พบได้บ่อยคือ Dry Needling
Dry needling เป็นการใช้เข็มขนาดเล็กแทงเข้าสู่บริเวณกล้ามเนื้อหรือจุดที่มีความผิดปกติ โดยเฉพาะบริเวณ Trigger Point (TrP) หรือ “ปมกล้ามเนื้อ” ซึ่งเป็นบริเวณที่กล้ามเนื้อเกิดการหดเกร็งและสัมพันธ์กับอาการปวด จึงสามารถนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะ Myofascial Pain Syndrome (MPS) หรือกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและพังผืดได้
แนวทางนี้มักมุ่งเน้นไปที่ ปัญหาเฉพาะบริเวณ เช่น กล้ามเนื้อที่มี Trigger Point หรือบริเวณที่เป็นต้นเหตุของอาการปวด เพื่อช่วยลดอาการปวดและปรับการทำงานของกล้ามเนื้อ
แล้วการฝังเข็มแพทย์แผนจีนแตกต่างอย่างไร?
การแพทย์แผนจีนมีแนวคิดในการประเมินผู้ป่วยที่แตกต่างออกไป โดยให้ความสำคัญกับการมองร่างกายแบบองค์รวม หรือ 整体观念 (Holistic Approach)
ดังนั้น แพทย์แผนจีนไม่ได้พิจารณาเพียงตำแหน่งที่ผู้ป่วยรู้สึกปวดเท่านั้น แต่จะประเมินอาการและความสัมพันธ์ของระบบต่าง ๆ ในร่างกายร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การวางแผนการรักษาครับ
ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยมีอาการปวดคอและไหล่จากการนั่งทำงานเป็นเวลานาน ขยับร่างกายน้อย และมีอาการตึงของกล้ามเนื้อ
ในมุมมองของการแพทย์แผนจีน แพทย์อาจพิจารณาร่วมกับแนวคิดเรื่อง ชี่ (气) และเลือด (血) รวมถึงการไหลเวียนภายในร่างกาย
นอกจากการเลือกฝังเข็มบริเวณที่มีอาการปวดหรือจุดกดเจ็บ ซึ่งในศาสตร์จีนเรียกว่า 阿是穴 (A-Shi Xue) แล้ว แพทย์อาจเลือกจุดอื่น ๆ เพื่อช่วยปรับสมดุลตามการวินิจฉัยของผู้ป่วยแต่ละราย
หากผู้ป่วยมีปัญหาการนอนหลับร่วมด้วย และแพทย์ประเมินว่าอาการดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับภาวะโดยรวมของผู้ป่วย ก็อาจวางแผนการฝังเข็มเพื่อดูแลปัญหาหลายด้าน
จุดเหมือนของการฝังเข็มทั้งสองแนวทาง
แม้จะมีแนวคิดและระบบการวินิจฉัยที่แตกต่างกัน แต่การรักษาทั้งสองแนวทางมีจุดร่วมที่สำคัญ คือ
- ใช้เข็มขนาดเล็กเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเนื้อเยื่อ
- สามารถนำมาใช้ในการดูแลอาการปวดได้
- สามารถเลือกกระตุ้นบริเวณที่มีอาการหรือมีความผิดปกติของกล้ามเนื้อได้
- ต้องอาศัยการประเมินผู้ป่วยก่อนเลือกตำแหน่งและวิธีการรักษา
- สามารถนำมาใช้ร่วมกับแนวทางการรักษาอื่น ๆ ได้ตามความเหมาะสม
ความแตกต่างที่สำคัญ คือ “วิธีคิดในการรักษา”
สิ่งที่ทำให้การฝังเข็มของแพทย์แผนจีนและการฝังเข็มในเวชศาสตร์ฟื้นฟูมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน คือ กรอบแนวคิดและวิธีการวินิจฉัย
การฝังเข็มในเวชศาสตร์ฟื้นฟู มักอาศัยความรู้ทางกายวิภาคศาสตร์ สรีรวิทยา และระบบกล้ามเนื้อและกระดูก เพื่อประเมินปัญหาที่เกิดขึ้นและเลือกตำแหน่งในการรักษา เช่น Trigger Point หรือโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับอาการปวด
ขณะที่การแพทย์แผนจีน จะใช้หลักการวินิจฉัยตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน เพื่อประเมินความสัมพันธ์ของอาการต่าง ๆ และวางแผนการฝังเข็มให้เหมาะสมกับสภาวะของผู้ป่วยแต่ละคน
ดังนั้น แม้ผู้ป่วยสองคนจะมาด้วยอาการ “ปวดคอเหมือนกัน” แต่ตำแหน่งและแนวทางการฝังเข็มที่ได้รับอาจแตกต่างกันได้
แล้วแบบไหนเหมาะกับใคร?
จริง ๆ แล้วไม่มีคำตอบว่า “แบบไหนดีกว่า” เพราะทั้งสองแนวทางมีหลักคิดและเป้าหมายที่แตกต่างกัน
สิ่งสำคัญคือควรได้รับการประเมินจากผู้ประกอบวิชาชีพที่มีความรู้และได้รับอนุญาตให้ทำหัตถการอย่างเหมาะสม เพื่อค้นหาสาเหตุของอาการและเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย
สรุป
การฝังเข็มในเวชศาสตร์ฟื้นฟู เช่น Dry Needling มักมุ่งเน้นการรักษาปัญหาของระบบกล้ามเนื้อและกระดูก โดยเฉพาะบริเวณที่มี Trigger Point หรือเนื้อเยื่อที่สัมพันธ์กับอาการปวด
ส่วนการฝังเข็มตามศาสตร์การแพทย์แผนจีนจะพิจารณาผู้ป่วยในภาพรวม โดยใช้หลักการวินิจฉัยของแพทย์แผนจีนเพื่อเลือกจุดและวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
ดังนั้น หากถามว่า “การฝังเข็มเหมือนกันไหม?”คำตอบคือ เหมือนกันในแง่การใช้เข็มเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นร่างกาย แต่แตกต่างกันในเรื่องแนวคิด การวินิจฉัย การเลือกจุด และเป้าหมายของการรักษา จริง ๆ แล้วไม่มีคำตอบว่า “แบบไหนดีกว่า” เพราะทั้งสองแนวทางมีหลักคิดและเป้าหมายที่แตกต่างกัน
สิ่งสำคัญคือควรได้รับการประเมินจากผู้ประกอบวิชาชีพที่มีความรู้และได้รับอนุญาตให้ทำหัตถการอย่างเหมาะสม เพื่อค้นหาสาเหตุของอาการและเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย
พิพัฒน์ อักษรไพศาล พจ. 1021
Clinical Background
Chinese Medicine • Anti-Aging & Regenerative Medicine
• Integrative Lifestyle& Longivity Medicine



