Bell’s Palsy: เมื่อใบหน้าอ่อนแรง การรักษาแบบผสมผสานช่วยดูแลได้อย่างไร?
Bell’s Palsy (ภาวะอัมพาตใบหน้าครึ่งซีกเฉียบพลัน) เป็นภาวะที่เส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 หรือ Facial nerve ซึ่งควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใบหน้าเกิดการทำงานผิดปกติ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการใบหน้าอ่อนแรงหรืออัมพาตข้างหนึ่งอย่างเฉียบพลัน เช่น มุมปากตก หลับตาไม่สนิท ยักคิ้วหรือย่นหน้าผากไม่ได้ บางรายอาจมีอาการปวดบริเวณหลังหู การรับรสเปลี่ยนไป น้ำตาหรือน้ำลายผิดปกติ หรือรู้สึกว่าเสียงดังมากกว่าปกติ
แม้ Bell’s Palsy ส่วนใหญ่มีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดี แต่การประเมินตั้งแต่ระยะแรกมีความสำคัญ เพราะอาการหน้าเบี้ยวเฉียบพลันอาจพบได้ในโรคอื่น รวมถึงโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม
Bell’s Palsy เกิดจากอะไร?
ในทางการแพทย์ปัจจุบัน สาเหตุที่แน่ชัดของ Bell’s Palsy ยังไม่สามารถระบุได้ทั้งหมด จึงจัดเป็น Idiopathic facial nerve palsy อย่างไรก็ตาม กลไกสำคัญที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องคือการอักเสบและบวมของเส้นประสาทใบหน้า โดยมีสมมติฐานเกี่ยวกับการกระตุ้นซ้ำของเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น Herpes simplex virus
เมื่อเส้นประสาทเกิดการอักเสบและบวมภายในช่องกระดูกที่ค่อนข้างแคบ อาจทำให้การนำกระแสประสาทผิดปกติ ส่งผลให้กล้ามเนื้อใบหน้าด้านนั้นอ่อนแรง
การรักษาทางการแพทย์ปัจจุบัน
หัวใจสำคัญของการรักษาระยะแรกคือ การลดการอักเสบของเส้นประสาทและป้องกันภาวะแทรกซ้อน โดยยากลุ่ม corticosteroids มีหลักฐานสนับสนุนชัดเจนที่สุด และควรเริ่มรักษาโดยเร็ว โดยเฉพาะภายใน 72 ชั่วโมงแรกหลังเริ่มมีอาการในผู้ป่วยที่เหมาะสม
แพทย์อาจพิจารณายาต้านไวรัสร่วมกับ corticosteroids ในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการรุนแรง แต่โดยทั่วไปไม่แนะนำให้ใช้ยาต้านไวรัสเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ หากผู้ป่วยหลับตาไม่สนิท จำเป็นต้องดูแลดวงตา เช่น การใช้น้ำตาเทียม การป้องกันกระจกตาแห้งหรือเกิดแผล รวมถึงติดตามการฟื้นตัวของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อใบหน้าอย่างต่อเนื่อง
แล้วแพทย์แผนจีนมอง Bell’s Palsy อย่างไร?
ในศาสตร์การแพทย์แผนจีน อาการลักษณะนี้อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า 口僻 (Kǒu Pì) หรือภาวะปากและใบหน้าเบี้ยว โดยแนวคิดดั้งเดิมอธิบายว่าเกิดจาก “ชี่ภูมิคุ้มกันปกป้อง (Anti-pathogenic Qi) อ่อนกำลังลง ส่งผลให้เส้นลมปราณอยู่ในสภาวะพร่อง เปิดโอกาสให้ปัจจัยก่อโรค ลม-เย็น (Wind cold) หรือ ลม-ร้อน (Wind-Heat) รุกราน
ส่งผลให้การไหลเวียนของชี่และเลือดบริเวณใบหน้าติดขัด (Impediment) และเส้นเอ็นกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าได้รับการหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ (Lack of nourishment) จึงเกิดอาการอ่อนแรงและใบหน้าเบี้ยวตามมา”
正气不足、脉络空虚,导致风寒或风热之邪乘虚而入, 致使面部气血痹阻、筋脉失养。
จะเห็นได้ว่ามาปัจจัยหลัก อยู่ 2 อย่าง 1) ชี่ภูมิคุ้มกันปกป้องอ่อนแอลง 2) ตัวก่อโรคประเภทลมรุกราน
หลักการรักษาจึงมุ่งทั้ง การสนับสนุนชี่ภูมิคุ้มกันปกป้อง (扶正) และ การขจัดปัจจัยก่อโรค (祛邪) ควบคู่กับการส่งเสริมการไหลเวียนของชี่และเลือดและฟื้นฟูการทำงานของบริเวณใบหน้า
วิธีที่นำมาใช้บ่อย ได้แก่ การฝังเข็ม (Acupuncture) และอาจใช้ การครอบแก้ว (Cupping) ประกอบตามการประเมินของแพทย์แผนจีน โดยเลือกทั้งจุดบริเวณใบหน้าและจุดส่วนปลายของร่างกาย รวมถึงปรับเทคนิคตามระยะของโรค ความรุนแรง และรูปแบบอาการของผู้ป่วยแต่ละราย
เป้าหมายของการรักษาคือ สนับสนุนกระบวนการฟื้นตัวของการทำงานของใบหน้า และลดความผิดปกติที่อาจหลงเหลือในระยะหลัง (sequelae) โดยใช้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการดูแลที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
การรักษาแบบผสมผสาน : ใช้แต่ละศาสตร์ในช่วงเวลาที่เหมาะสม
การดูแลแบบผสมผสาน ไม่ได้หมายถึงการเลือกว่าการแพทย์แผนปัจจุบันหรือการแพทย์แผนจีนศาสตร์ใดดีกว่า แต่เป็นการนำจุดแข็งของแต่ละศาสตร์มาใช้ในบทบาทและช่วงเวลาที่เหมาะสม
การฝังเข็มสามารถนำมาพิจารณาเป็น การรักษาเสริม (adjunctive treatment) โดยแพทย์ประเมินให้เหมาะสมกับระยะและอาการของผู้ป่วย เพื่อสนับสนุนกระบวนการฟื้นฟูควบคู่ไปกับการรักษาหลัก จึงควรเลือกแพทย์ที่มีประสบการณ์และเข้าใจการดำเนินไปของโรค
ปัจจุบันมีงานวิจัยจำนวนหนึ่งที่รายงานผลเชิงบวกของการฝังเข็มในผู้ป่วย Bell’s Palsy อย่างไรก็ตาม คุณภาพและรูปแบบของหลักฐานยังมีความแตกต่างกัน จึงยังไม่ควรใช้การฝังเข็มทดแทนการรักษามาตรฐานที่มีหลักฐานชัดเจน โดยเฉพาะการรักษาในระยะเฉียบพลัน
พิพัฒน์ อักษรไพศาล พจ. 1021
Clinical Background
Chinese Medicine • Anti-Aging & Regenerative Medicine
• Integrative Lifestyle& Longivity Medicine



